วัดบางพระ นครปฐม

พระอุดมประชานาถ (หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ ต.บางแก้วฟ้า อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม)

 

อัตตชีวประวัติ

พระอุดมประชานาถ หรือ หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ มีนามเดิมว่า เปิ่น ภู่ระหงษ์ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๔๖๖ ตรงกับขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๙ ปีกุน มารดาชื่อนางยวง บิดาชื่อนายฟัก มีพี่น้องทั้งหมด ๑๐ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๙

ชีวิตปฐมวัย

หลวงพ่อเปิ่นสนใจในเรื่องของสัยศาสตร์มาตั้งแต่สมัยเด็ก ครอบครัวอาศัยอยู่ใกล้กับวัดบางพระ ในสมันนั้นมีพระคุณเจ้าที่พำนักจำพรรษาที่วัดบางพระ มีความเก่งกาจมีความเชียวชาญในสายไสยศาสตร์หลายองค์ ท่านจึงเข้าออกเพื่อความอยากรู้อยากใฝ่หาในวิชาเป็นประจำ บิดาเห็นแววจึงถ่ายทอดความรู้ ทั้งวิทยาการ คาถาอาคมที่บิดาพอมีอยู่ให้ถือเป็นรากฐานเบื้องต้นตั้งแต่บัดนั้น ต่อมาครอบครัวย้ายไปทำมาหากินที่ บ้านทุ่งคอก ต.ทุ่งคอก อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ที่นี่ท่านได้ฉายความเป็นนักเลงเป็นคนจริงให้เห็น ผู้ชายไทยใจนักเลง ต้องหาอาจารย์ในทางไสยเวทย์เพื่อไว้ป้องกันตัวเอง เพื่อเสริมสร้างบารมีให้แก่ตัวเอง ท่านจึงขวนขวายหาอาจารย์ผู้เรืองเวทวิทยาคมเพื่อศักษาวิชาป้องกันตัว จนกระทั่งได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของ พระครูสุวรรณสาธุกิจ (หลวงพ่อแดง) วัดทุ่งคอก จ.สุพรรณบุรี ศิษย์เอกของหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน พระคุรเจ้าเก่งพร้อมทุกด้าน โดยเฉพาะด้านกัมมัฏฐานและไสยเวทย์ นี่คือจุดเริ่มต้นความเก่งกาจของหลวงพ่อเปิ่น

หลวงพ่อแดงได้เห็นแววแห่งผู่ขมังเวทย์จากหลวงพ่อเปิ่น จึงได้ถ่ายทอดในสายวิชาของท่านพร้อมวิชาไสยเวทย์ต่างๆให้ จากเด็กชายเปิ่น โตขึ้นเป็น นายเปิ่น ได้พบเจอเพื่อนที่อยากทราบในสายไสยเวทย์เหมือนกัน จึงถูกคอกันยิ่งนัก ต่อมาเพื่อนคนนี้ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในทางพระพุทธศาสนา นามว่า พระครูจันทคุณาภรณ์ (หลวงพ่อจำปา จนฺทูปโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดประดู่ (วัดอินทราวาส) และอดีตเจ้าคณะแขวงบางเชือกหนัง เขต ๑ ซึ่งมีลูกศิษย์ให้ความเคารพมากมาย (ปัจจุบันมรณภาพแล้ว)

ต่อมาหลวงพ่อเปิ่นย้ายกลับถิ่นฐานเดิมที่จ.นครปฐม พอดีอายุครบเกณฑ์ทหาร ในสมัยนั้นทหารแบ่งเป็นสองอย่างคือทหารประจำการและทหารโยธา หลวงพ่อเปิ่นได้ถูกเลือกให้เป็นทหารโยธา ผลัดที่ ๒ แต่ไม่ได้เป็นทหารเพราะทางการประกาศยุบเลิกทหารโยธา จากนั้นได้รับการถ่ายทอดวิชาสักยันต์ อันเกรียงไกรจากหลวงพ่อหิ่ม อฺทโชโต เจ้าอาวาสวัดบางพระ(ในเวลานั้น) วิชาที่ได้รับการถ่ายทอดมาเป็นวิชาที่สุดยอดทั้งสิ้น หลวงพ่อหิ่ม อนฺทโชโต สุดยอดในเรื่องไสยเวทย์คาถา เพียงแค่ท่านเพ่งกระแสจิตเท่านั้น แม้มีอันตรายใดๆ ก็ตามไม่สามารถกล้ำกรายเข้ามาได้ อีกทั้งเรื่องยาสมุนไพรรักษาโรค ที่อื่นหมดทางรักษาแต่เมื่อมากราบนมัสการของความเมตตาจากองค์ท่าน ท่านจะปรุงยาให้ไปต้มรับประทานก็หายเหมือนมีปาฏิหารย์ หลวงพ่อหิ่ม ได้ถ่ายทอดวิชาทั้งหมดให้ โดยไม่ปิดบังและไม่หวงวิชาแต่อย่างใด

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์

วันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีกุน  ท่านจึงเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดบางพระ จ.นครปฐม โดยมีพระอธิการหิ่ม อินทฺโชโต เจ้าอาวาสวัดบางพระ(ในเวลานั้น) เป็นพระอุปัชฌา, พระอาจารย์ทองอยู่ ปทุมรตโน เป็นพระกรรมการวาจาจารย์ และพระอาจารย์เปลี่ยน ฐิตธมฺโม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายานามว่า “ฐิตคุโณ” แปลว่า ผู้มีความดีตั้งมั่นไว้แล้ว เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้ศีกษาพระธรรมวินัยตามหน้าที่ของพระนวกะ ว่างจากงานก็ไปปรนนิบัติพระอุปัชฌาซึ่งท่านได้ชราภาพมากแล้ว ขณะเดียวกันก็ได้ศึกษาวิชาการต่างๆ  ได้รับการถ่ายทอดอักขระโบราณเป็นรูปยันต์ต่างๆ การลงอาคมคาถาตามทางเดินของสายพระเวทย์ กล่าวกันว่า อักขระที่หลวงพ่อเปิ่นลงหรือเขียนนั้น สวยงานมีเสน่ห์ยิ่งนัก ในช่วงเวลา ๔ ปี กว่าๆ ที่ได้อยู่รับใช้และเล่าเรียนวิชาอาคมต่างๆ จนหลวงพ่อหิ่ม อินฺทโต ละสังขาร(มรณะภาพ) ซึ่งนับว่าเป็นศิษย์องค์สุดท้ายที่ได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อหิ่ม เสร็จจากงานฌาปนกิจศพของหลวงพ่อหิ่มแล้ว ก็ออกจาริกแสวงหาสัจธรรมต่อไปอีก และใจจุดประสงค์ลึกๆ ต้องการแสวงหาพระอาจารย์เพื่อศึกษาพระเวทย์

ฝากตัวเป็นศิทย์หลวงพ่อโอภาสี

หลวงพ่อโอภภาสี (พระมหาชวน) ได้อบรบแนะนำสั่งสอนพระกัมมัฏฐาน โด่งดังมากในเรื่องเตโชสิณ หลวงพ่อเปิ่นจึงได้เข้าไปฝากตัวเป็นศิทย์ ธรรมะที่หลวงพ่อโอภาสีแนะนำสั่งสอน ท่านจะเน้นให้ตัดทุกสิ่ง ให้ปล่อยวาง อย่ายึดถือ โดยเฉพาะที่สำคัญคือขันธ์ ๕ ท่านได้เล่าประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้ผจญมาและบอกว่ายังมีเกจิอาจารย์เก่งๆ และดีๆ อีกเยอะในเมืองไทย หลวงพ่อเปิ่นได้อยู่รับใช้และศึกษาปฏิบัติกับหลวงพ่อโอภาสีเป็นเวลา ๑ ปี

การออกเดินธุดงควัตร

ได้ท่องเที่ยวเจริญสมณธรรมทางภาคเหนื่อเป็นเวลา ๒ ปี เศษ ก็คิดอยากลงใต้ จากนั้นก็เดินทางไปยังทิศตะวันตก ท่านได้จาริกธุดงค์ข้ามขุนเขาตะนาวศรีเข้าสู่เมืองมะริด ประเทศพม่า เข้าสู่บ้องตี๊เซซาโว่ เกริงกาเวีย (พ.ศ.๒๔๙๖ – ๒๕๗๔) ซึ่งป่าแถบนั้นเป็นป่าที่ซ่อนอาถรรพ์ลี้ลับเอาไว้ ณ ป่านี้ที่พระธุดงควัตรหายไปอย่างลึกลับ ที่แห่งนี้มีตำนานเล่าขานกันมานับแต่บรรพกาล ของเสือร้ายที่สามรถแปลงร่างเป็นมนุษย์ หรือมนุษย์ที่ศึกษาวิชานี้กลายร่างเป็นเสือสมิงไม่ได้กลับร่างเป็นคนอีกเลย กระทั่งปลายปี ๒๕๐๔ พระธุดงค์วัยเกือบสี่สิบมาปักกลดอยู่ชายทุ่งใกล้กับวัดทุ่งนานางหรอก อ.ลาดหญ้า จ.กาญจนบุรี คือหลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ ท่านได้สร้างศรัทธาให้แก่ชาวบ้าน ทั้งปฏิปทาที่เคร่ง ทั้งสายเวทย์ ทั้งยาสมุนไพรช่วยเหลือชาวบ้าน ยิ่งเกิดศรัทธาอันสูงสุดของชาวบ้าน

เป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งนานางหรอก (ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดราษฏร์บำรุงวราราม)

ในเวลานั้นวัดทุ่งนานางหรอก ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่และทรุดโทรมมาก ไม่มีเจ้าอาวาส มีเพียงพระภิกษุจำพรรษาสองสามรูป ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันนิมนต์พระธุดงค์ หลวงพ่อเปิ่น มาเป็นเจ้าอาวาสให้ช่วยพัฒนาวัดและเสนาสนะต่างๆ ให้ดีขึ้น และเป็นที่พึ่งทางจิตใจของชาวบ้าน ด้วยความเมตตาธรรม และเห็นว่าพอจะช่วยได้หลวงพ่อจึงรับนิมนต์ ท่านได้ใช้ความรู้ความสามารถของท่านทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดประโยชน์กับชาวบ้านทั้งหลายที่มีความเดือดร้อน ชาวบ้านทั้งหลายต่างชื่นชมและศรัทธาเลื่อมใสท่านยิ่งขึ้น เพียงไม่นานในการพัฒนาวัดก็เจริญรุ่งเรืองไปอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ชื่อเสียหลวงพ่อเปิ่น เป็นที่เล่าลือของชาวบ้านกว้างขาวงออกไป ภายในระยะเวลาไม่ถึง ๒ ปี วัดทุ่งนานางหรอก มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ในช่วงดักล่าวหลวงพ่อเปิ่นเกิดป่วยกระทันหันจึงจำเป็นต้องเข้ามารักษาในตัวเมือง ท่านจึงได้กลับมารักษาตัวที่วัดบางพระ จ.นครปฐม ตั้งใจไว้ว่าเมื่อหายป่วยดีแล้วก็จะกลับไปพัฒนาส่วนที่จะต้องทำอีกต่อไป

เป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเขมา

ชาวบ้านวัดโคกเขมา มาขอพระอาจารย์เปลี่ยน ไปเป็นเจ้าอาวาสเพื่อพัฒนาวัด เนื่องจากวัดโคกเขมานับว่าไกลปืนเที่ยง กันดารอยู่กลางป่า เดินทางไปมาลำบากและไม่มีเจ้าอาวาส  จึงกราบอาราธนาให้ท่านไปช่วยสงเคราะห์พัฒนาด้วย ท่านก็ยินดีรับด้วยความเต็มใจ เพื่อฉลองพระคุณของพระอาจารย์ที่ได้ช่วยเหลือมาตลอด

คณะสงฆ์ใน ต.แหลมบัวออกประกาศและแต่งตั้งให้ หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ เป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเขมา ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๗ และนี่เป็นจุดแห่งบุญญาบารมีและชื่อเสียงของ หลวงพ่อเปิ่น

กลับไปก่อนหน้า อ่านหน้าถัดไป



Copyright©2012, Thailand Temple. All Rights Reserved.