ท่าการ้อง จ. พระนครศรีอยุธยา

ประวัติความเป็นมา

วัดท่าการ้อง เป็นพระอารามพื้นที่ตั้งของวัดโดยรวมเป็นที่ราบอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้กับวัดธรรมารามและวัดกษัตราธิราชอยู่ห่างจากเกาะเมืองประมาณ ๓ กิโลเมตร ตั้งอยู่นอกพระนครด้านทิศตะวันตกหรือบริเวณทุ่งประเชต ปัจจุบันสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ที่หมู่ ๖ ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มี่ที่ดินทั้งวัดโฉนดเลขที่ ๖๒๘ เนื้อที่ ๒ ไร่ ๗๘ ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือติดตั้งอยู่บริเวณชุมชนอิสลามเป็นส่วนใหญ่ ท่ามกลางมัสยิดถึง ๕ มัสยิด โดยมีบ้านเรือนที่เป็นพุทธศาสนิกชนอยู่ประมาณ ๘-๑๐ หลังคาเรือนเท่านั้น

วัดนี้ร้างมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุะยาเสียแก่ข้าศึก เมื่อปี พ.ศ.๒๓๑๐ และด้วยกาลเวลาที่ผ่านมาเกือบ ๒๐๐ ปี ตลอดจนไม่ได้รับการบูรณะอย่างจิงจัง ทำให้ดบราณสถานภายในวัดส่วนใหญ่มีสภาพชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก หลังจากสถาปณากรุงเทพมหานครแล้วพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ในราชวงศ์จักรี ต่างทรงปฏิสังขรณ์พระอารามทั้งภายในและภายนอกพระนครสืบมาทุกราชกาล จึงทำให้อุโบสถของวัดมีรูปแบบศิลปะสมัย กรุงรัตนโกสินทร์เจือปนอยุ่ และในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ กรมศิลปากรได้ทำการขุดสำรวจฐานรากพระอุโบสถ พบว่าวัดท่าการ้องได้มีการปฏิสังขรณ์มาไม่ต่ำกว่า ๒ ครั้ง แต่ด้วยเหตุที่โดยรอบวัดเป็นชุมชนอิสลามส่วนใหญ่ และทางราชการไม่มีงบประมาณที่เพียงพอที่จะทำนุบำรุงวัดโบราณต่าง ๆ ได้ทั่วถึง วัดท่าการ้องในเวลาต่อมาจึงมีสภาพไม่ต่างจากวัดร้าง

วัดท่าการ้อง ซึ่งสันนิฐานตามพุทธะลักษณะและซากปรักหังพัง น่าจะสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑(สมเด็จพระชัยราชา) ประมาณปีพุทธศักราช ๒๐๗๖ หรือ ๔๗๔ ปีเศษมาแล้ว เพราะมีท่าน้ำกั้นวัด ช่วงนั้นแผ่นดินค่อนข้างสงบพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรื่องดี อีกทั้งวัดนี้ยังใช้เป็นที่ประทับพักผ่อน เพื่อเผยแพร่ศาสนาของลัทธิลังกาวงศ์อีกด้วย แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจนว่า ผู้ใดเป็นผู้สร้างเพราะอยู่นอกเขตพระบรมมหาราชวัง สันนิฐานว่า คงจะเป็นวัดที่ราษฎรสร้างขึ้น เพราะไม่ปรากฏรายชื่อพระอารามหลวงสมัยอยุธยา แต่จากการสังเกตเม็ดมะยมรอบกำแพงพระอุโบสถ จึงสันนิฐานว่าน่าจะมีการบูรณะปฎิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ ช่วงรัชกาลพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓-๕ )

จากหลักฐานทางโบราณคดีในการสำรวจ ของพระยาโบราณราชธานินท์พร เดชะคุปต์ ซึ่งทำแผนที่การสำรวจวัดและโบราณสถาน ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ระบุชื่อที่คล้ายกับวัดท่าการ้องไว้ ๒ ชื่อ คือวัดท่า กับ วัดการ้อง ซึ่งอยู่ใกล้กัน วัดท่านั้นอยู่ตรงหัวมุมที่แม่น้ำเจ้าพระยาหักเลี้ยวลงสู่ด้านตะวันตก ของเกาะเมืองฝั่งตรงข้ามกับวัดป่าพลู ที่ปากคลองมหานาคทุ่งลุมพลี ส่วนวัดท่าการ้องนั้นอยู่ถัดเข้ามาเกือบถึงหลังวัดธรรมาราม แต่ไม่ทราบช่วงเวลาใด ที่ ๒ วัดนี้รวมเข้าด้วยกันเป็นวัดท่าการ้อง และด้วยไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างว่าสร้างในสมัยใด และไม่ปรากฎชื่อวัดท่าการ้องในรายชื่อ พระอารามหลวงสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงสันนิฐานว่า วัดนี้ไม่ใช่พระอารามหลวง แต่น่าจะเป็นวัดที่ราษฎรร่วมกันสร้าง ทั้งอุโบสถก็ได้รับการบูรณะ มาหลายครั้งหลายครา ทำให้รูปแบบทางสถาปัตยกรรมผิดแผกไปจากเดิม จากรูปแบบของเจดีย์รายที่เป็นเจดีย์เพิ่มมุม รวมถึงปรางค์เล็กที่ด้านหน้าอุโบสถ หากพิจารณาจากขนาด รูปทรงและศิลปะการก่อสร้าง สันนิฐานว่าคงสร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งเจดีย์รายนั้นก็มักสร้างต่อๆกันมาในชั้นหลัง ทำให้กำหนดอายุของวัดได้ยาก รวมถึงการวางผังสิ่งก่อสร้างซึ่งไม่เน้นสร้างพระวิหาร และจากรูปแบบเจดีย์รายที่ปรากฎ เชื่อว่าวัดท่าการ้องไม่น่าจะมีอายุเก่า ไปถึงสมัยอยุธยาตอนต้น

จากพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เรื่องศึกหงสาวดีครั้งทึ่ ๑ (คราวเสียสมเด็จพระสุริโยทัย) เหตุการณ์ในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ได้กล่าวถึงวัดท่าการ้องความว่า “...สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสวยราชย์ เมื่อปีวอกจุลศักราช ๙๑๐ พ.ศ. ๒๐๙๒ เสวยราชย์ได้ ๗ เดือน พระเจ้าหงสาวดีตเบ็งชเวตี้ก็ยกทัพเข้ามา...ในคราวนั้นปรากฎว่าไทยแบ่งกองทัพออกไปตั้งค่ายรักษาชานพระนครทางด้านเหนือ ๒ ค่าย คือ ให้พระสุนทรสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองสุพรรณบุรี คุมพลไปตั้งรักษาการที่ป้อมจำปา อยู่ฝั่งตะวันตก ลำน้ำหัวตะพาน วัดท่าการ้องแห่ง ๑ ...” ซึ่งพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขานี้ชำระในรัชกาลที่ ๔ แต่คำอธิบายที่กล่าวถึงที่ตั้งป้อมจำปาว่าอยู่เหนือวัดท่าการ้องเป็นคำอธิบายส่วนหนึ่ง ในตอนอื่นๆที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเขียนอธิบายเนื้อความขึ้นภาพหลัง เพื่อให้ผู้ศึกษาพระราชพงศาวดารเข้าใจได้ชัดเจนขึ้น โดยชี้ตำแหน่งของป้อมจำปา (ป้อมจำปาพล) ว่าอยู่บริเวณใด ซึ่งไม่อาจยืนยันชัดเจนได้ว่า เมื่อเกิดศึกหงสาวดีในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดินั้น วัดท่าการ้องได้สร้างขึ้นแล้วหรือไม่

จากหนังสือไทยรบพม่า ตอนสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ พ.ศ.๒๓๐๙ กล่าวถึงวัดท่าการ้องความว่า “...ตัวเนเมียวสีหบดีย้ายมาจากค่ายปากน้ำ พระประสบมาอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น ให้กองหน้าเข้ามาตั้งค่ายที่วัดภูเขาทอง แล้วให้รุกเข้ามาตั้งค่ายวัดท่าการ้องอีกแห่ง ๒ ฝ่ายข้างในกรุงฯ เห็นพม่าเข้ามาตั้งค่ายถึงวัดท่าการ้องทางปืนใหญ่จะยิงได้ถึงพระนครก็ให้กองทัพเรือออกไปตีค่ายพม่า...”

และจากพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ยังกล่าวถึงวัดท่าการ้องในปี พ.ศ. ๒๓๑๐(สงครามเสียกรุงครั้งที่ ๒) เมื่อครั้งพระเจ้ามังระส่งมหานรธาและเนเมียวเสนาบดีมารบ กรุงศรีอยุธยาระหว่าง พ.ศ.๒๓๐๙-๒๓๑๐ นั้น พม่าตั้งค่ายล้อมกรุงรายรอบทุกด้าน เมื่อมังนรธาป่วยสิ้นชีวิตลงเนเมียวเสนาบดีได้เป็นแม่ทัพใหญ่ว่าการทัพแต่ผู้เดียว ชื่อของวัดท่าการ้องถูกบันทึกในพระราชพงศาวดารฉบับนี้โดยตรงไว้ดังนี้

“...เนเมียวจึงยกพลทหารเข้ามาตั้งค่ายใหญ่ตำบลโพธิ์สามต้นให้รื้อเอาอิฐโบสถ์วิหารวัดมาก่อกำแพงล้อมเป็นค่าย แล้วให้เกณฑ์นายทัพทั้งปวงยกมาตั้งค่ายอยู่ ณวัดภูเขาทองและบ้านป้อมวัดท่าการ้องให้ปลูกหอรอและก่อป้อมให้สูงขึ้น ชื่อป้อมจำปาเอาปืนใหญ่น้อย ขึ้นยิงมาในพระนคร...”

จากคำให้การขุนหลวงหาวัดตอนพม่ายกทัพเข้าล้อมกรุง(สงครามคราวเสียกรุงครั้งที่ ๒) กล่าวว่า”...บรรดาทัพทั้งก็ยกล้อมกรุงไว้รอบทัพใหญ่ ตั้งอยู่สีกุทิศตะวันตกเฉียงใต้เมืองอันแม่ทัพนั้นชื่อมหานราทาค่ายหนึ่งทิศตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ค่ายเพนียดทิศตะวันออกเมืองค่ายหัวรอ ทิศตะวันออกเฉียงใต้นั้นชื่อคลองสวนพลู อันตะวันออกเฉียงใต้นั้นค่ายบ้านปลาเห็ดนั้นทิศใต้ เมืองค่ายวัดธนทารามนั้นทิศตะวันออกเฉียงเหนือค่ายวัดวิเชียรทิศตะวันตกเมืองค่ายบ้านป้อมทิศตะวันตกเมืองค่ายภูเขาทอง ทิศตะวันตกเฉียงเหนือเมืองค่ายหน้าวัดพระเมรุทิศเหนือค่ายโพธิ์สามต้นทิศเหนือเมืองไกลทางสามหลัก ค่ายวัดวรโพธิ์ ทิศตะวันออกเมือง ค่ายวัดท่าการ้องทิศเหนือเมือง...”ซึ่งในการนี้กองทัพเรือของท้าวพระยาอาสาหกเหล่าของฝ่ายกรุงศรีอยุธยาให้เข้าตีค่ายพม่าณ วัดท่าการ้อง พม่ายิงปืนมาถูกนายเกรก ซึ่งยืนรำดาบสองมืออยู่หน้าเรือตกน้ำทัพเรือจึงถอยกลับเข้ากรุง

เมื่อข้าศึกอยู่นานปีกว่า ที่เคยถอยกลับไปเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก ก็ไม่กลับไปอย่างที่คาดหมาย ทำให้ราษฎรในกรุงศรีอยุธยาหวาดหวั่นภัยสงคราม และยิ่งมีสิ่งที่ทำลายขวัญของผู้คนมากไปกว่านั้นคือ การนำเอาเพลงยาวพยากรณ์มาบอกเล่ากันเป็นทางลับ ซึ่งข้อความเนื้อหาล้วนน่ากลัว ทั้งยังเกิดอาเพศประหลาดหลายประการ”...ด้วยแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาจะถึงกาลขาด จึงอาเพศเห็นประหลาดนิมิต พระประธานวัดพระเจ้าพะแนงเชิง น้ำพระเนตรไหลลงมาจรดพระนาภีในสันนั้นวัดพระศรีสรรเพชญ์พระบรมไตรโลกนาถพระอรุณแตก ดวงพระเนตรตกอยู่ที่ตักเป็นอัศจรรย์ จากวัดท่าการ้องบินมา เสียบอกตายอยู่บนปลายยอดนภศูลวัดมหาธาตุโดยอาเพศ รูปพระนเรศวรในโรงพระแสงกระทืบพระบาทสนั่นไปทั้งสี่ทิศ อากาศวิปริตรไปต่างๆ บอกเหตุลางจะเสียกรุงศรี

และในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาหน้าสุดท้ายกล่าวว่า “...จุลศักราช ๑๑๒๙ ปีกุล นพศก ถึง วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ วันเสาร์สงกรานต์กลางวันพม่าจุดเพลิงฟื้นเชื้อใต้รากกำแพงตรงหัวรอ ริมป้อมมหาไชยและพม่าค่ายวัดท่าการ้อง วัดแม่นางปลื้มและค่ายอื่นๆ ทุกค่ายจุดปืนใหญ่ ปืนป้อมและหอระดมยิงเข้ามาในกรุงพร้อมกันตั้งแต่เพลาสามโมงเศษจนพลบค่ำ จากนั้นกำแพงทรุดลง พม่าก็พากันกรูเข้าเมืองเผาและปล้นสะดมไล่จับและเข่นฆ่าผู้คนไปทั่วพระนคร วัง เวียงและวัดล้วนตกอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง ตั้งแต่เพลานั้น

หน้าถัดไป



Copyright©2012, Thailand Temple. All Rights Reserved.