ประวัติความเป็นมา

แนะนำสถานที่ทำบุญ วิธีการทำบุญ กิจกรรมงานบุญต่างๆ

Moderator: pkthailand, biwty12

ประวัติความเป็นมา

โพสต์โดย biwty12 » ศุกร์ 15 ก.พ. 2013 10:10 am

รูปภาพ

ประวัติความเป็นมา

วัดอโยธยา (วัดเดิม) ตั้งอยู่บริเวณตอนเหนือของเขตการอนุรักษ์เมืองเก่าอโยธยา หลักฐานในเรื่องการสร้างวัดมีปรากฏในพงศาวดารเหนือ ซึ่งพระยาประชากิจกรจักร เขียนไว้ในพงศาวดารโยนก ถึงลำดับกษัตริย์ผู้ครองแคว้นละโว้ชั้นหลัง ตั้งแต่จุลศักราชล่วงเข้า ๔๐๐ ปี มาแล้ว (พ.ศ. ๑๕๘๑) ดังนี้

๑ พระเจ้าสินธพอมรินทร์ แกรก
๒. พระเจ้าจันทรโชติ
๓. พระนารายณ์
๔. พระเจ้าหลวง
๕. พระเจ้าสายน้ำผึ้ง
๖. พระเจ้าธรรมิกราช

ในพงศาวดารโยนกกล่าวต่อไปอีกว่า ในแว่นแคว้นละโว้นี้มีเมืองมหานครและเมืองลูกหลวงเป็นกึ่งสาขา และผลัดเปลี่ยนกันเป็นเมืองหลวงและเมืองลูกหลวง คือ เมืองลพบุรีกับรามบุรี อโยชฌิยา๑ “เมื่อ พ.ศ. ๑๔๒๐ พระมหาพุทธสาคร เป็นเชื้อกษัตริย์ทางเมืองเหนือ แขวงเมืองพานกำแพงเพชร ได้เสด็จมาสร้างเมืองสังขบุรี ริมหนองโสน แล้วเสวยราชย์อยู่ที่เมืองนี้เป็นปฐม”

เมื่อสิ้นรัชกาลพระพุทธสาครแล้ว พระยาโคดมเชื้อกษัตริย์ไทยลุ่มแม่น้ำโขง ได้เสด็จมาจากเมืองอินทปัตถนคร ได้ครองสมบัติและย้ายไปครองเมือง วัดเดิมที่ริมน้ำป่าสัก (สถานีรถไฟเดี๋ยวนี้) ครองสมบัติอยู่ได้ ๓๐ ปี สวรรคต พ.ศ. ๑๕๔๗

เมื่อพระยาโคดมสิ้นพระชนม์ ยังมีกษัตริย์สืบต่อมาอีก คือ พระยาโคตรบอง พระเจ้าสินธพอมรินทร์๒ เรื่องราวเมื่อพระเจ้าสินธพอมรินทร์สิ้นพระชนม์แล้ว มีกล่าวไว้ พงศาวดารชาติไทยเล่มที่ ๔ ว่า

“พระนารายณ์ราชโอรสพระเจ้าจันทรโชติ เสด็จลงมาจากละโว้ แย่งเมืองวัดเดิม ขึ้นครองราชสมบัติแล้วให้เรียกนามว่า “เมืองอโยธยา” เพื่อให้สมพระนามของพระองค์ ที่เฉลิมชัยในการทำสงครามยุทธหัตถีชนะนเรศวรหงสาของพระองค์ (เข้าใจว่านเรศวรหงสาผู้นี้น่าจะเป็นพระเจ้าอนุรุธ หรืออโนรธามังช่อ ซึ่งศักราชที่พระเจ้าจันทรโชติครองราชสมบัติน่าจะอยู่ระหว่างปี ๑๕๙๔ - ๑๖๐๐)”

หลังจากพระนารายณ์ขนานนามเมืองอโยธยาแล้ว ได้เสด็จกลับไปเมืองละโว้ มีความปรากฏในพงศาวดารเหนือว่า “..แล้วพระนารายณ์ไปสร้างพระปรางค์เมืองละโว้ ขนานนามเมืองใหม่ชื่อว่า ลพบุรี แต่นั้นมาเป็นเมืองลูกหลวง พระนารายณ์ทรงประชวรลงมา ครั้นถึงพระราชวัง ๓ วัน สวรรคต ถวายพระเพลิงที่วัดพระองค์สร้างไว้ชื่อวัดนารายณ์อิชรา แต่นั้นมาเมืองว่างเปล่าอยู่ อำมาตย์ ๙ คน รบราฆ่าฟันชิงราชสมบัติกัน โลหิตในเมืองนั้นประดุจท่วมท้องช้าง แต่ทำศึกสิ้น ๒ ปี ศักราช ๓๑๑ ปีมะเส็งเอกศก พระเจ้าหลวงได้ราชสมบัติ ๙ ปี จึงกำหนดให้ตั้งพิกัดอากรขนอนตลาดไว้ทุกตำบล จึงสั่งให้ยกวังเป็นวัด เรียกว่า “วัดเดิม” แต่นั้นมา” หลังจากพระเจ้าหลวงได้สั่งยกวังให้เป็นวัดแล้ว ต่อมาโปรดให้สร้างเมืองใหม่ สร้างตำหนักวังอยู่ท้ายเมือง มีหลักฐานจากพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า ฉบับพิมพ์พุทธศักราช ๒๔๙๓ หน้า ๓๙ ทรงนิพนธ์เรื่องเกี่ยวกับ วัดตูม วัดศาสดา ได้พาดพิงถึงวัดอโยธยาไว้ ดังนี้

“..สังเกตุดูการพระอุโบสถทั้งสองวัดนี้ เห็นจะได้มาซ่อมในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า วัดสองวัดนี้เป็นวัดเดิมแต่ครั้งกรุงอโยธยาชั้นเดียวกันกับวัดเดิมที่เรียก ว่าวัดศรีอโยธยา วัดเดิมเป็นวัดคามวาสี ตั้งอยู่กลางพระนคร วัดตูมเป็นอรัญวาสีตั้งอยู่ในป่า วัดศาสดาเป็นศิษย์ของวัดตูม..”
เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ สร้างพระนครขึ้นที่ริงหนองโสน ฝังหลักเมือง วันศุกร์ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๕ (ปีขาล จุลศักราช ๗๑๒) แล้วชื่อวัดอโยธยา๒ (วัดเดิม) เท่าที่ค้นพบปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ปลายแผ่นดินสมเด็จกรมขุนพรพินิตมีความว่า

“ถึง ณ วันเดือน ๘ ข้างขึ้น (กรมขุนพรพินิต) เสด็จทรงเรือพระที่นั่งศรีสมรรถชัย เป็นกระบวนพยุหยาตราแห่ออกไปทรงผนวช ณ วัดเดิม แล้วเสด็จมาอยู่ ณ วัดประดู่” นอกจากนั้นยังได้พบในหนังสือสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและนักปราชญ์สมเด็จพระ พุทธโฆษาจารย์วัดเดิมไว้ดังนี้

“เป็นพระมหาเถระองค์หนึ่งที่ทรงภูมิรู้แตกฉานในคัมภีร์พระไตรปิฎกในรัชกาล สมเด็จพระนารายณ์ ท่านเป็นอธิการวัดเดิม คือ วัดอโยธยา (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)…” อีกตอนหนึ่งว่า

“ท่าน ได้ถวายเทศน์หรือเรียบเรียงเทศนากัณฑ์หนึ่ง ถวายแด่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อศุกร์ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๖ ปีเถาะ พ.ศ. ๒๒๑๘ ให้ชื่อว่า ราโชวาทชาดก และ “ราโชวาทชาดกนี” พระมหากษัตริย์ซึ่งสืบราชสมบัติในกรุงศรีอยุธยาพระองค์ต่อๆ มาคงจะทรงนับถือเป็นคัมภีร์สำคัญประจำราชสำนัก..”

น. ณ ปากน้ำ ได้เขียนเล่าถึงวัดเดิม (วัดอโยธยา) ไว้ในหนังสือห้าเดือนกลางซากอิฐที่อยุธยาว่า๑ “มีเจดีย์ทรงลังกาแปดเหลี่ยมตั้งอยู่บนฐานสูง เห็นได้แต่ไกล ตัวเจดีย์ยอดหักลงมาแต่บัลลังก์ฐานทักษิณก่อสูงมาก แปลกตา ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน องค์ระฆังปั้นปูนเป็นกลีบบัวซ้อนเหมือนกลุ่มหัวเสา มีบันไดขึ้นองค์เจดีย์ด้านหน้าและด้านหลัง ใบเสมาวัดเดิมทำด้วยหินทรายขาวลายคล้ายใบโพธิ์ขนาดใหญ่ติดอยู่ตรงกลาง จัดเป็นใบเสมาแบบเก่าเห็นมีอยู่หลายชิ้น เข้าใจว่าจะเป็นของเดิม ทางวัดก่อสร้างอุโบสถใหม่ ได้เอาใบเสมาแบบนี้มาติดอยู่หน้าอุโบสถอันหนึ่ง ซุ้มประตูกำแพงฝีมือช่างสมัยพระนารายณ์และเห็นใบเสมารุ่นพระนารายณ์พิงอยู่ อันหนึ่ง จึงเข้าใจว่าจะมาปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่สมัยพระนารายณ์ เจดีย์ฐานย่อมุมสิบสองถูกรื้อทำลายเสียแล้ว กลายเป็นอุโบสถแทนที่ ภูมิประเทศรอบๆ วัดเดิมเป็นที่ลุ่ม ตัววัดตั้งอยู่บนดอน ยังมองไม่เห็นว่ามีเค้าของเก่าอยู่ตรงไหน แปลกตรงฐานเจดีย์ซึ่งก่อสูงมาก บางทีอาจจะเป็นฐานเจดีย์เก่าแล้วจึงปฏิสังขรณ์ สร้างเจดีย์แปดเหลี่ยมบนนั้นในภายหลัง”
biwty12
 
โพสต์: 140
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 04 ต.ค. 2012 4:54 pm

ย้อนกลับไปยัง ชวนกันทำบุญ

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

cron